ข้ามไปยังเนื้อหาหลัก

ชาร์จรถไฟฟ้าในเชียงใหม่ — คู่มือฉบับใช้งานจริง

· NET CAR RENTAL

รวมวิธีชาร์จรถไฟฟ้าในเชียงใหม่แบบใช้ได้จริง ทั้งจุดชาร์จในห้างและปั๊มบนทางหลวง ความต่างของ AC กับ DC เวลาชาร์จจริง แอปที่ควรติดตั้ง และวิธีวางแผนทริปไกล

ชาร์จที่ไหนได้บ้าง ตอบสั้น ๆ ก่อน

ในเขตเมืองเชียงใหม่ ที่ชาร์จที่หาง่ายและใช้ได้จริงมีอยู่สามแบบ หนึ่งคือลานจอดของห้างสรรพสินค้าขนาดใหญ่ ซึ่งเกือบทุกแห่งมีหัวชาร์จติดตั้งไว้ สองคือปั๊มน้ำมันขนาดใหญ่บนถนนวงแหวนและทางหลวงสายหลักที่ออกจากเมือง และสามคือโรงแรมตั้งแต่ระดับกลางขึ้นไป ที่มักมีหัวชาร์จแบบช้าไว้ให้ผู้เข้าพักใช้ข้ามคืน

ถ้าคุณขับอยู่แต่ในเมือง เชียงใหม่ไม่ใช่เมืองที่ต้องกังวลเรื่องที่ชาร์จเลย ระยะทางที่คนส่วนใหญ่ขับต่อวัน คือจากที่พักไปวัด ไปคาเฟ่ ไปตลาด แล้ววนกลับ รวมกันมักไม่เกิน 60-80 กิโลเมตร รถไฟฟ้าที่แบตเตอรี่เต็มวิ่งได้ 400 กิโลเมตรขึ้นไป จึงใช้ได้สามถึงสี่วันก่อนต้องคิดเรื่องชาร์จครั้งแรก ปัญหาที่แท้จริงไม่ใช่ในเมือง แต่คือตอนออกนอกเมืองไปทางแม่ฮ่องสอน แม่แจ่ม หรือขึ้นเหนือไปฝาง ซึ่งจุดชาร์จเริ่มห่างกันมากขึ้นอย่างเห็นได้ชัด

หัว CCS2 คือมาตรฐานที่ต้องรู้จัก

รถไฟฟ้าที่ขายในไทยเกือบทั้งหมด รวมถึงรถทั้งสองคันของเรา ใช้หัวชาร์จเร็วมาตรฐาน CCS2 ซึ่งเป็นหัวเดียวกับที่สถานีชาร์จเร็วในไทยรองรับแทบทุกแห่ง คุณจึงไม่ต้องพกหัวแปลงและไม่ต้องเลือกสถานีตามยี่ห้อรถ ขอแค่เห็นตู้ชาร์จ DC ที่มีสาย CCS2 ห้อยอยู่ ก็เสียบใช้ได้

หัวอีกแบบที่จะเห็นบ่อยคือหัวชาร์จช้าแบบ Type 2 เป็นหัวกลม ๆ ใช้กับไฟบ้านหรือไฟสามเฟส เจอตามลานจอดโรงแรม คอนโด และห้างบางแห่ง ช่องเสียบชาร์จของรถไฟฟ้ารุ่นใหม่ ๆ จะรวมสองแบบนี้ไว้ในช่องเดียวกัน ส่วนบนคือ Type 2 ส่วนล่างเป็นสองรูกลมใหญ่สำหรับไฟตรง ตอนรับรถทีมงานจะเปิดฝาช่องชาร์จให้ดูและอธิบายให้ครั้งหนึ่ง ใช้เวลาไม่ถึงสองนาที ถ้าไม่เคยขับรถไฟฟ้ามาก่อน บอกได้เลย เราอธิบายให้ละเอียดกว่านั้น

AC กับ DC ต่างกันตรงไหน และใช้เวลาจริงเท่าไร

ความแตกต่างเดียวที่คุณต้องจำคือ ความเร็ว

ชาร์จแบบ AC คือไฟสลับ กำลังไฟทั่วไปอยู่ที่ 7 กิโลวัตต์ ใช้เวลาราวหกถึงเก้าชั่วโมงกว่าจะเต็มจากแบตเตอรี่ที่เหลือน้อย พูดง่าย ๆ คือชาร์จข้ามคืน เสียบตอนกลับถึงที่พักสามทุ่ม ตื่นมาเช้าได้แบตเต็ม ในหนึ่งชั่วโมงของการชาร์จแบบนี้ ระยะทางจะเพิ่มขึ้นราว 40-45 กิโลเมตร ซึ่งไม่เหมาะกับการยืนรอ แต่เหมาะมากกับการจอดทิ้งไว้ตอนนอน

ชาร์จแบบ DC คือไฟตรง หรือที่เรียกกันว่าชาร์จเร็ว ตู้ตามห้างและปั๊มมักมีกำลังไฟ 50 ถึง 120 กิโลวัตต์ ตัวเลขที่ควรใช้วางแผนคือ จาก 20% ถึง 80% ใช้เวลาประมาณ 30-40 นาที นั่นคือช่วงที่รถรับไฟได้เร็วที่สุด

จุดที่คนมักเข้าใจผิดคือช่วง 80% ถึง 100% ซึ่งรถจะลดกำลังไฟลงเองเพื่อถนอมแบตเตอรี่ ทำให้ 20% สุดท้ายใช้เวลาพอ ๆ กับ 60% แรก การนั่งรอให้เต็มร้อยที่ตู้ชาร์จเร็วจึงเป็นการเสียเวลาเปล่าเกือบทุกกรณี วิธีที่คนขับรถไฟฟ้าประจำใช้กันคือชาร์จสั้น ๆ แต่บ่อยครั้ง ถึง 80% แล้วถอดสายไปต่อ ยกเว้นกรณีเดียวคือก่อนออกทริปยาวที่รู้ว่าปลายทางไม่มีที่ชาร์จ ค่อยชาร์จให้เต็มจริง ๆ และควรทำแบบ AC ข้ามคืนที่ที่พักแทน

ห้างสรรพสินค้า คือที่ชาร์จที่ใช้ง่ายที่สุดในเมือง

ห้างขนาดใหญ่ในเชียงใหม่แทบทุกแห่ง ทั้งฝั่งถนนมหิดลใกล้สนามบิน ฝั่งถนนห้วยแก้วทางขึ้นดอย และฝั่งถนนซูเปอร์ไฮเวย์ มีหัวชาร์จอยู่ในลานจอด ส่วนใหญ่อยู่ชั้นล่างสุดหรือชั้นดาดฟ้า และมักมีป้ายบอกทางจากทางเข้าลานจอด

เหตุผลที่แนะนำห้างเป็นอันดับแรกคือเรื่องเวลา 30-40 นาทีที่ต้องรอนั้นหมดไปกับการกินข้าวหรือเดินซื้อของอยู่แล้ว ไม่ได้รู้สึกว่าเสียเวลา และลานจอดห้างมีไฟสว่าง มียาม กล้องวงจรปิด ปลอดภัยกว่าจอดชาร์จริมถนนตอนกลางคืนมาก ข้อเสียคือช่วงเย็นวันศุกร์ถึงอาทิตย์ หัวชาร์จมักไม่ว่าง ถ้าไปช่วงนั้นให้เผื่อใจไว้ว่าอาจต้องรอคิว หรือเปลี่ยนไปห้างอื่น

ปั๊มน้ำมันบนถนนวงแหวนและทางหลวง

ปั๊มน้ำมันขนาดใหญ่ที่มีร้านกาแฟและร้านสะดวกซื้อ ทั้งบนถนนวงแหวนรอบเมือง บนซูเปอร์ไฮเวย์สายเชียงใหม่-ลำปาง และบนเส้นทางออกไปลำพูน หางดง สันทราย ส่วนมากมีตู้ชาร์จ DC ติดตั้งไว้แล้ว จุดเหล่านี้เหมาะกับการแวะระหว่างทางมากกว่าจะขับเข้าเมืองมาชาร์จโดยเฉพาะ

ถ้าที่พักของคุณไม่มีที่ชาร์จ วิธีที่ประหยัดเวลาที่สุดคือชาร์จตอนที่กำลังจะออกนอกเมืองหรือกำลังกลับเข้าเมืองอยู่แล้ว ไม่ใช่ขับออกไปชาร์จเป็นทริปแยก การขับสิบกิโลเมตรไปกลับเพื่อชาร์จ กินแบตเตอรี่มากกว่าที่คิด และกินเวลาที่ควรเอาไปเที่ยว

แอปหาสถานีชาร์จ ติดตั้งก่อนที่จะต้องใช้

ในไทยมีผู้ให้บริการสถานีชาร์จหลายเครือข่าย ทั้งเครือข่ายของหน่วยงานการไฟฟ้า เครือข่ายของผู้ค้าน้ำมันรายใหญ่ และเครือข่ายของเอกชนอีกหลายราย แต่ละเครือข่ายมีแอปของตัวเอง และตู้ส่วนใหญ่ต้องสั่งเริ่มชาร์จผ่านแอป ไม่ใช่กดที่หน้าจอตู้อย่างเดียว

คำแนะนำที่สำคัญที่สุดในบทความนี้คือ ติดตั้งและสมัครสมาชิกให้เรียบร้อยตั้งแต่คืนแรกที่ถึงเชียงใหม่ ตอนที่ยังนั่งอยู่ในห้องพักและมีไวไฟ ไม่ใช่ตอนยืนอยู่หน้าตู้ชาร์จตอนแบตเหลือ 8% เพราะการสมัครมักต้องยืนยันเบอร์โทรศัพท์ด้วยรหัส OTP และผูกวิธีชำระเงินไว้ก่อน บางแอปรองรับเฉพาะเบอร์โทรศัพท์ไทย ซึ่งเป็นจุดที่นักท่องเที่ยวต่างชาติติดกันบ่อย ถ้าติดปัญหาตรงนี้ ทักไลน์มาหาเราได้ เราช่วยดูให้

แอปเหล่านี้ยังบอกด้วยว่าตู้ไหนว่าง ตู้ไหนมีคนใช้อยู่ และกำลังไฟกี่กิโลวัตต์ ข้อมูลสถานะมักอัปเดตแบบเรียลไทม์ แต่ก็ไม่ได้แม่นร้อยเปอร์เซ็นต์ ให้ใช้เป็นการคาดการณ์ ไม่ใช่คำสัญญา ส่วนค่าไฟคิดเป็นหน่วยกิโลวัตต์ชั่วโมง แต่ละเครือข่ายราคาไม่เท่ากัน และหลายแห่งคิดช่วงเวลากลางวันแพงกว่ากลางคืน จ่ายผ่านแอปได้เลย ไม่ต้องใช้เงินสด

วางแผนทริปไกล ชาร์จตอนไหน

หลักง่าย ๆ ที่ใช้ได้กับทุกทริปคือ ออกเดินทางด้วยแบตเตอรี่เต็ม และอย่าปล่อยให้เหลือต่ำกว่า 20% เมื่ออยู่นอกเมือง เหตุผลไม่ใช่เพราะรถจะพัง แต่เพราะเหลือ 20% แปลว่าคุณยังมีทางเลือกอีกอย่างน้อยสองสามทางเลือก ส่วนเหลือ 5% แปลว่าคุณไม่มีทางเลือกแล้ว

ทริปที่คนถามบ่อยที่สุดคือปาย ระยะทางจากเชียงใหม่ประมาณ 130 กิโลเมตรบนทางหลวง 1095 ตัวเลขดูน้อย แต่เป็นทางขึ้นเขาโค้งต่อเนื่องเกือบตลอดสาย ใช้เวลาขับราว 3-3.5 ชั่วโมง และกินแบตเตอรี่มากกว่าทางราบในระยะทางเท่ากันพอสมควร ข่าวดีคือขาลงเขาระบบเบรกคืนพลังงานจะชาร์จกลับเข้าแบตเตอรี่ให้ส่วนหนึ่ง ทริปนี้ BYD ATTO 3 ที่วิ่งได้ 480 กิโลเมตรต่อการชาร์จ ไปกลับได้โดยไม่ต้องชาร์จระหว่างทางถ้าออกจากเมืองด้วยแบตเต็ม แต่เราแนะนำให้ชาร์จที่ปายก่อนขากลับอยู่ดี เผื่อไว้

ทริปเชียงราย ประมาณ 185 กิโลเมตรบนทางหลวง 118 ใช้เวลาราว 3 ชั่วโมง เส้นนี้สบายกว่ามาก เป็นถนนสี่เลนตลอด มีปั๊มใหญ่เป็นระยะ ส่วนดอยอินทนนท์ ระยะทางจากเมืองราว 100 กิโลเมตร ทางขึ้นยอดดอยชันและยาว ให้เผื่อแบตเตอรี่สำหรับขาขึ้นมากกว่าที่คำนวณจากระยะทางล้วน ๆ

สิ่งที่ควรทำก่อนออกเดินทางทุกครั้งคือ เปิดแอปดูว่าปลายทางและจุดกึ่งกลางทางมีสถานีชาร์จไหม จดไว้สองแห่งเสมอ ไม่ใช่แห่งเดียว เพราะแห่งเดียวหมายถึงไม่มีแผนสำรอง

ถ้าตู้ไม่ว่างหรือชาร์จไม่เข้า

เรื่องนี้เกิดขึ้นได้จริงและเกิดบ่อยกว่าที่คนคิด สิ่งแรกที่ควรทำเมื่อเจอตู้เสียคือลองอีกหัวหนึ่งของตู้เดียวกัน หรือตู้ข้าง ๆ ถ้ายังไม่ได้ ให้ถอดสายออก ล็อกรถ รอสักครู่ แล้วเริ่มใหม่ผ่านแอป การเชื่อมต่อระหว่างรถกับตู้ล้มเหลวชั่วคราวเป็นเรื่องปกติ และมักหายไปเมื่อเริ่มใหม่

ถ้ายังไม่ได้อีก ให้โทรหาเบอร์ที่ติดอยู่บนตัวตู้ ทุกตู้มีเบอร์คอลเซ็นเตอร์ของเครือข่ายนั้นติดไว้ บางครั้งเขารีเซ็ตให้จากระบบส่วนกลางได้ทันที และอย่ารอจนแบตเหลือน้อยเกินไปก่อนจะยอมย้ายไปสถานีอื่น กฎที่ใช้ได้เสมอคือ ถ้าลองแล้วสองครั้งไม่ติด ให้ย้าย ไม่ต้องเสียดายเวลาที่เสียไปแล้ว

กรณีตู้มีคนใช้อยู่ ให้ดูในแอปว่าอีกกี่นาทีจะเสร็จ ถ้าเจ้าของรถยังชาร์จอยู่ที่ 60% แปลว่ายังอีกนานพอควร ถ้าขึ้นแล้วเกิน 85% อีกไม่นานเขาจะถอดสาย และถ้าคุณเช่ารถกับเรา โทรหาเราได้ตลอด 24 ชั่วโมงที่ 091 072 3336 เราช่วยหาสถานีที่ใกล้ที่สุดที่ว่างอยู่ให้ได้

มารยาทที่สถานีชาร์จ

ข้อแรกและข้อสำคัญที่สุด ถอดสายทันทีเมื่อชาร์จเสร็จ จอดคาไว้ที่ตู้ชาร์จเร็วหลังชาร์จเสร็จแล้วคือการยึดทรัพยากรที่คนอื่นรออยู่ หลายเครือข่ายเริ่มคิดค่าจอดเกินเวลาแล้วด้วย ข้อสอง อย่าจอดรถน้ำมันในช่องชาร์จ และในทางกลับกันอย่าจอดรถไฟฟ้าในช่องชาร์จถ้าไม่ได้เสียบสาย ข้อสาม ที่ตู้ชาร์จเร็ว ชาร์จถึง 80% พอ ถ้ามีคนรอ เพราะ 20% ที่เหลือของคุณกินเวลาเท่ากับที่คนข้างหลังจะได้ทั้งก้อน ข้อสี่ เก็บสายเข้าที่แขวนให้เรียบร้อย สายที่กองอยู่กับพื้นเสียหายเร็วและอันตรายกับคนเดินผ่าน

พูดตรง ๆ เรื่องพื้นที่นอกเมือง

ในตัวเมืองเชียงใหม่และปริมณฑล การหาที่ชาร์จไม่ใช่ปัญหา แต่พอออกไปทางอำเภอรอบนอก เส้นทางเข้าแม่แจ่ม แม่ฮ่องสอนฝั่งทางหลวง 108 หรือขึ้นไปทางเชียงดาว ฝาง ความหนาแน่นของสถานีลดลงชัดเจน บางช่วงห่างกันเกินร้อยกิโลเมตร และบางสถานีมีหัวชาร์จเดียว ถ้าหัวนั้นมีคนใช้อยู่หรือเสีย คุณไม่มีทางเลือกอื่นในรัศมีที่ขับถึงได้สบาย

นี่ไม่ได้แปลว่าไปไม่ได้ คนขับรถไฟฟ้าไปเส้นทางเหล่านี้กันเป็นปกติ แต่แปลว่าต้องวางแผนจริงจังกว่าทริปในเมือง ออกเดินทางแบตเต็ม รู้ล่วงหน้าว่าจะชาร์จที่ไหน และมีแผนสำรอง ถ้าทริปของคุณเป็นแบบนี้ บอกเราตอนจอง เราจะช่วยดูเส้นทางและจุดชาร์จให้ก่อนวันเดินทาง

เงื่อนไขเรื่องแบตเตอรี่ตอนเช่ารถกับเรา

รถทุกคันส่งมอบพร้อมแบตเตอรี่เต็ม และการชาร์จเต็มครั้งแรกเราออกให้ วันแรกของคุณจึงไม่ต้องคิดเรื่องนี้เลย รวมถึงกรณีรับรถที่สนามบินเชียงใหม่ ที่รถจะรอคุณอยู่พร้อมแบตเต็มหน้าอาคารผู้โดยสาร

ตอนคืนรถ ขอให้คืนที่ระดับแบตเตอรี่เท่ากับตอนรับ ไม่ใช่ "เต็มไปเต็มกลับ" แบบรถน้ำมัน ถ้าระดับต่ำกว่าตอนรับ เราคิดค่าชาร์จคืนหน่วยละ 8 บาทตามจริง คิดจากส่วนต่างเท่านั้น รายละเอียดเงื่อนไขอื่น ๆ อ่านได้ที่คำถามที่พบบ่อย

เลือกคันที่เหมาะกับทริปของคุณ

ถ้าทริปของคุณอยู่ในเมืองเป็นหลัก เข้าซอยแคบในเมืองเก่า จอดตามคาเฟ่ย่านนิมมาน BYD Dolphin วิ่งได้ 410 กิโลเมตรต่อการชาร์จ ซึ่งเหลือเฟือสำหรับการใช้งานแบบนั้นหลายวัน ถ้ามีทริปออกนอกเมืองหรือมากันหลายคนพร้อมกระเป๋า BYD ATTO 3 ให้ระยะทางและพื้นที่เก็บของมากกว่า ราคาต่อวันของทั้งสองรุ่นดูได้ที่หน้าราคาและแพ็กเกจ

ทั้งสองคันใช้หัว CCS2 ประกันชั้น 1 ระยะทางไม่จำกัด และมีสายชาร์จติดรถไปด้วย ถ้าไม่แน่ใจว่าคันไหนเหมาะกับเส้นทางที่วางไว้ ทักมาทางไลน์หรือโทร 091 072 3336 บอกเราว่าจะไปไหนบ้างและกี่วัน เราตอบตรง ๆ ว่าคันไหนพอ