ข้ามไปยังเนื้อหาหลัก

ขับจากเชียงใหม่ไปปาย — 762 โค้งกับการวางแผนแบตเตอรี่

· NET CAR RENTAL

คู่มือขับรถไฟฟ้าจากเชียงใหม่ไปปายบนทางหลวง 1095 ระยะ 130 กิโลเมตร 762 โค้ง ทั้งเวลาที่ควรออก สภาพถนนจริง การวางแผนแบตเตอรี่ และวิธีรับมืออาการเมารถ

คำตอบสั้น ๆ ก่อนอ่านต่อ

จากตัวเมืองเชียงใหม่ถึงปาย ระยะทางประมาณ 130 กิโลเมตร แต่เวลาขับจริงอยู่ที่ 3 ถึง 4 ชั่วโมง ไม่ใช่ชั่วโมงครึ่งอย่างที่ตัวเลขระยะทางชวนให้คิด เหตุผลทั้งหมดอยู่ที่ทางหลวงหมายเลข 1095 ช่วงแม่มาลัยถึงปาย ซึ่งเป็นทางเขาต่อเนื่องเกือบร้อยกิโลเมตร และมีโค้งรวมกัน 762 โค้ง

ถ้าอ่านต่อไม่จบ ให้จำสี่ข้อนี้ ออกจากเชียงใหม่ช่วงเช้า อย่างช้าที่สุดไม่เกินบ่ายสองโมง ชาร์จแบตเตอรี่ให้เต็ม 100% ก่อนออกเดินทาง แวะพักที่สี่แยกแม่มาลัยก่อนเริ่มขึ้นเขา และถ้ามีใครในรถเมารถง่าย ให้กินยาก่อนออกเดินทางอย่างน้อยครึ่งชั่วโมง ไม่ใช่ตอนที่เริ่มมีอาการแล้ว

เส้นทางจริง ออกเมือง ผ่านแม่มาลัย แล้วจึงเริ่มนับโค้ง

เส้นทางนี้แบ่งเป็นสองครึ่งที่ต่างกันอย่างสิ้นเชิง ครึ่งแรกออกจากตัวเมืองเชียงใหม่ขึ้นเหนือไปตามทางหลวงหมายเลข 107 ผ่านแม่ริม เป็นถนนสี่ช่องจราจร ตรง กว้าง มีปั๊มน้ำมันและร้านอาหารตลอดสาย ระยะทางราว 35 ถึง 40 กิโลเมตร ใช้เวลาประมาณ 40 ถึง 50 นาที ขึ้นอยู่กับรถติดช่วงแม่ริม

ครึ่งแรกจบลงที่สี่แยกแม่มาลัยในอำเภอแม่แตง ตรงนี้คือจุดตัดสินใจ เลี้ยวซ้ายเข้าทางหลวงหมายเลข 1095 คือทางไปปาย บริเวณสี่แยกมีตลาด ร้านอาหารริมทาง ห้องน้ำ และปั๊มน้ำมัน ให้ถือว่านี่เป็นจุดพักสุดท้ายที่ทุกอย่างยังหาง่าย หลังจากนี้ร้านรวงจะห่างกันขึ้นเรื่อย ๆ และช่วงกลางเขายาวหลายสิบกิโลเมตรที่แทบไม่มีอะไรเลยนอกจากถนนกับป่า

ครึ่งหลังคือ 1095 จากแม่มาลัยถึงปาย ประมาณ 95 กิโลเมตร ช่วงต้นราวยี่สิบกิโลเมตรแรกยังผ่านที่ราบลุ่มแม่แตง มีหมู่บ้าน มีที่นา ถนนเริ่มคดแต่ยังสบาย จากนั้นถนนจะเริ่มไต่ขึ้นเขาจริงจังและไม่หยุดไต่อีกเลยจนถึงจุดสูงสุดของเส้นทางแถบห้วยน้ำดัง ซึ่งสูงกว่าระดับน้ำทะเลเกินหนึ่งพันเมตร แล้วจึงทิ้งตัวลงสู่แอ่งปายซึ่งอยู่สูงราวห้าร้อยเมตร ช่วงท้ายก่อนถึงตัวเมืองปายจะผ่านปายแคนยอน จากจุดนั้นเหลืออีกไม่ถึงสิบกิโลเมตรก็ถึงตลาดกลางเมือง

พูดง่าย ๆ คือคุณจะขับสบายอยู่ชั่วโมงแรก แล้วขับหนักอีกสองชั่วโมงครึ่ง อย่าเอาความรู้สึกในชั่วโมงแรกไปตัดสินว่าทริปนี้ง่าย

762 โค้งหมายความว่าอย่างไรในทางปฏิบัติ

ตัวเลข 762 เป็นเลขที่คนขายเสื้อในปายพิมพ์ขาย แต่ความหมายในทางการขับรถคือคุณแทบไม่มีช่วงถนนตรงยาวเกินสองสามร้อยเมตรเลยตลอดเก้าสิบกว่ากิโลเมตร โค้งจำนวนมากเป็นโค้งหักศอกที่ต้องลดความเร็วเหลือ 20 ถึง 30 กิโลเมตรต่อชั่วโมง หลายโค้งเป็นโค้งบอด มองไม่เห็นรถที่สวนมาจนกว่าจะเข้าโค้งไปแล้วครึ่งหนึ่ง และหลายโค้งเป็นโค้งไต่ชันหรือโค้งลงชันที่บังคับให้ต้องคุมความเร็วด้วยเบรกหรือเบรกคืนพลังงานตลอดเวลา

ความเร็วเฉลี่ยตลอดช่วงเขาจึงอยู่ราว 35 ถึง 45 กิโลเมตรต่อชั่วโมงเท่านั้น นี่คือเหตุผลที่ 130 กิโลเมตรกินเวลา 3 ถึง 4 ชั่วโมง ไม่ใช่เพราะรถติด และไม่ใช่เพราะขับช้าเกินไป

สิ่งที่ต้องระวังบนถนนสายนี้ไม่ใช่โค้ง แต่คือรถคันอื่น รถตู้โดยสารวิ่งเส้นนี้ทุกวันวันละหลายเที่ยว คนขับจำโค้งได้หมดและใช้ความเร็วสูงกว่าคุณมาก ถ้าเห็นรถตู้จ่อท้าย ให้หาที่กว้างแล้วชิดซ้ายให้เขาแซงไป อย่าเร่งหนีและอย่าฝืนรักษาความเร็วเพราะมารยาท อีกกลุ่มคือนักท่องเที่ยวขี่มอเตอร์ไซค์เช่า ซึ่งมักออกโค้งกว้างเกินเลนตัวเอง ให้เผื่อพื้นที่ฝั่งขวาไว้เสมอ และในช่วงที่ผ่านหมู่บ้าน ให้ระวังสุนัขกับวัวที่เดินข้ามถนนแบบไม่ดูรถ

เมารถ เรื่องนี้ต้องพูดกันตรง ๆ

ถ้าคุณหรือคนในรถเป็นคนเมารถง่าย เส้นทางนี้จะไม่สนุกสำหรับคุณ นี่ไม่ใช่คำเตือนแบบพิธีกรรม โค้งเจ็ดร้อยกว่าโค้งติดกันสามชั่วโมงเป็นภาระต่อระบบทรงตัวมากกว่าถนนขึ้นเขาทั่วไปหลายเท่า และที่สำคัญคือขากลับต้องเจอโค้งชุดเดิมทั้งหมดอีกรอบ คนที่อาเจียนตอนขาไปมักจะกลัวขากลับตั้งแต่ยังไม่ออกจากปาย

ถ้ายังตัดสินใจไป มีสิ่งที่ช่วยได้จริง กินยาแก้เมารถก่อนออกเดินทาง 30 นาทีถึงหนึ่งชั่วโมง ยาแก้เมารถทำงานเชิงป้องกัน ไม่ได้ทำงานเชิงรักษา กินตอนเริ่มคลื่นไส้แล้วแทบไม่ทัน กินอาหารเบา ๆ ก่อนออก อย่าออกเดินทางตอนท้องว่างและอย่าออกตอนเพิ่งกินอิ่มมาก คนที่เมาง่ายที่สุดควรนั่งเบาะหน้า มองไกลไปตามแนวถนน ไม่ก้มดูโทรศัพท์ ไม่อ่านหนังสือ เปิดช่องลมให้อากาศไหลเวียน และหยุดพักทุก 30 ถึง 45 นาที ลงจากรถยืนสูดอากาศสักห้านาที การหยุดบ่อยทำให้ถึงปายช้าลงครึ่งชั่วโมง แต่ทำให้ทั้งคันถึงปายในสภาพที่ยังอยากออกไปกินข้าว

มีอีกข้อที่เฉพาะกับรถไฟฟ้าและคนมักไม่รู้ ระบบเบรกคืนพลังงานระดับสูงหรือโหมดขับด้วยแป้นเดียวทำให้รถหน่วงทุกครั้งที่ยกเท้า บนถนนที่ต้องยกเท้าและเหยียบสลับกันหลายร้อยครั้ง จังหวะหน่วง-ดัน-หน่วงนี้เป็นตัวเร่งอาการเมารถอย่างชัดเจน ถ้ามีผู้โดยสารที่เมาง่าย ให้ปรับระดับเบรกคืนพลังงานลงมาเป็นระดับต่ำหรือมาตรฐานตั้งแต่ก่อนขึ้นเขา แล้วใช้เบรกเท้าคุมความเร็วแทน รถจะเคลื่อนที่นุ่มขึ้นมาก แลกกับพลังงานที่เก็บคืนได้น้อยลงเล็กน้อย ซึ่งไม่ใช่ปัญหาถ้าคุณออกจากเชียงใหม่มาเต็มถัง

ควรออกกี่โมง อย่าให้โค้งอยู่ในความมืด

เวลาออกที่ดีที่สุดคือช่วง 8 โมงถึง 10 โมงเช้า ถึงปายราวเที่ยงถึงบ่ายสอง ยังมีเวลาเก็บของเข้าที่พักและออกไปเดินตลาดเย็น เวลาออกที่ยังรับได้คือไม่เกินบ่ายสองโมง เพราะจะถึงปายก่อนพระอาทิตย์ตกพอดี

หลังจากนั้นคือช่วงที่เราไม่แนะนำ ทางหลวง 1095 ช่วงเขาไม่มีไฟส่องสว่างตลอดสาย มีเพียงเส้นสะท้อนแสงบนผิวถนนกับหลักนำโค้ง เมื่อมืดแล้ว โค้งบอดที่กลางวันพอเดาได้จะกลายเป็นการขับตามแสงไฟหน้าอย่างเดียว ระยะที่มองเห็นสั้นลงมาก และไฟสูงของรถที่สวนมาในโค้งจะทำให้ตาพร่าในจังหวะที่แย่ที่สุด คนที่ไม่เคยขับเส้นนี้มาก่อนไม่ควรขับครั้งแรกตอนกลางคืน

ตามฤดูกาลก็มีเงื่อนไขต่างกัน ช่วงหน้าหนาวราวพฤศจิกายนถึงกุมภาพันธ์ เช้ามืดบนสันเขาแถวห้วยน้ำดังมีหมอกลงหนามาก บางช่วงมองเห็นข้างหน้าไม่ถึงยี่สิบเมตร ถ้าเจอหมอกให้เปิดไฟต่ำ ไม่ใช่ไฟสูง เพราะไฟสูงจะสะท้อนกลับเข้าตา ช่วงหน้าฝนราวมิถุนายนถึงตุลาคม ผิวถนนลื่น มีดินและหินร่วงลงมาบนถนนหลังฝนตกหนัก และบางปีมีดินสไลด์ปิดช่องจราจรชั่วคราว ส่วนช่วงมีนาคมถึงเมษายนเป็นฤดูหมอกควันของภาคเหนือ ทัศนวิสัยลดลงและวิวบนจุดชมวิวอาจไม่เห็นอะไรเลย เรื่องนี้เราบอกตรง ๆ ดีกว่าให้คุณไปผิดหวังเอาข้างบน

วางแผนแบตเตอรี่ ออกจากเชียงใหม่ให้เต็ม

หลักการง่ายที่สุดของทริปนี้คือ ออกจากเชียงใหม่ด้วยแบตเตอรี่ 100% เสมอ ไม่ใช่ 80% ไม่ใช่ค่อยไปหาชาร์จเอาข้างหน้า เพราะช่วงเขาระหว่างแม่มาลัยกับปายแทบไม่มีสถานีชาร์จเร็ว และในตัวปายเองจำนวนหัวชาร์จก็นับได้ไม่กี่หัว มีโอกาสที่ไปถึงแล้วเจอหัวที่ใช้งานไม่ได้หรือมีคนใช้อยู่ ถ้าคุณรับรถกับเรา รถส่งมอบพร้อมแบตเตอรี่เต็มอยู่แล้ว และชาร์จเต็มครั้งแรกเราออกให้ ดังนั้นถ้าออกเดินทางวันเดียวกับวันรับรถ คุณเริ่มต้นด้วยเงื่อนไขที่ดีที่สุดอยู่แล้ว

สิ่งที่ต้องเตรียมใจคือตัวเลขบนหน้าจอจะดูน่าตกใจในช่วงไต่เขา การไต่ระดับความสูงหลายร้อยเมตรกินพลังงานมากกว่าการวิ่งทางราบอย่างเห็นได้ชัด ระยะทางที่ระบบประเมินไว้จะร่วงเร็วกว่าเข็มไมล์ นี่เป็นเรื่องปกติ ไม่ใช่รถมีปัญหา และเมื่อถึงจุดสูงสุดแล้วเริ่มลงเขายาวเข้าแอ่งปาย เบรกคืนพลังงานจะดึงพลังงานกลับมาให้ส่วนหนึ่ง เปอร์เซ็นต์แบตเตอรี่จะนิ่งหรือขยับขึ้นเล็กน้อยในบางช่วง สรุปคือให้ดูภาพรวมทั้งเส้นทาง อย่าตัดสินใจอะไรจากตัวเลขระหว่างไต่เขา

ในการวางแผนจริง ให้คิดเผื่อว่าเที่ยวเดียว 130 กิโลเมตรบนเส้นนี้จะกินแบตเตอรี่พอ ๆ กับการวิ่งทางราบราว 170 ถึง 180 กิโลเมตร คิดแบบนี้แล้วตัวเลขจะออกมาปลอดภัยเสมอ ไป-กลับสองเที่ยวรวมกับการขับเล่นรอบปายอีกเล็กน้อย BYD ATTO 3 ซึ่งวิ่งได้ 480 กิโลเมตรต่อการชาร์จหนึ่งครั้ง ทำได้สบายโดยไม่ต้องชาร์จที่ปายเลยถ้าไม่ได้ขับเที่ยวไกลมาก ส่วน BYD Dolphin ที่วิ่งได้ 410 กิโลเมตร ก็ทำได้เช่นกัน แต่เหลือระยะเผื่อน้อยกว่า ถ้าแผนของคุณคือไปปายแล้วขับต่อไปแม่ฮ่องสอนหรือปางมะผ้า เราแนะนำ ATTO 3 ตรง ๆ ไม่ใช่เพราะราคาต่างกัน แต่เพราะระยะเผื่อในภูเขาเป็นเรื่องที่ไม่ควรคิดสั้น

ที่ปาย ทางเลือกที่พึ่งพาได้มากที่สุดมักไม่ใช่สถานีชาร์จเร็ว แต่คือการเสียบชาร์จค้างคืนที่ที่พัก รถทุกคันของเรามีสายชาร์จแบบพกพาติดไปด้วย ซึ่งใช้กับปลั๊กบ้านทั่วไปได้ กำลังไฟราวสองกิโลวัตต์ เสียบทิ้งไว้สิบถึงสิบสองชั่วโมงจะได้แบตเตอรี่กลับมาประมาณหนึ่งในสามถึงครึ่งหนึ่ง ซึ่งมากพอสำหรับขากลับอย่างสบายใจ ข้อแม้คือต้องขออนุญาตที่พักก่อนเสมอ อย่าเสียบเอง และเสนอจ่ายค่าไฟให้เขา ที่พักหลายแห่งในปายยินดี แต่บางแห่งระบบไฟไม่ไหวและมีสิทธิ์ปฏิเสธ ให้ถามตั้งแต่ตอนจองห้อง ไม่ใช่ตอนไปถึง

ก่อนวันเดินทาง ทักไลน์มาถามเราได้ เราจะเช็กสถานะสถานีชาร์จตามเส้นทางให้ก่อนออกเดินทาง จะได้ไม่ต้องไปลุ้นหน้างาน

ขากลับไม่ใช่ทริปเดิมกลับด้าน

คนส่วนมากวางแผนขาไปอย่างละเอียดแล้วปล่อยขากลับตามยถากรรม ทั้งที่ขากลับมีเงื่อนไขของตัวเอง ข้อแรกคือเวลา ถ้าออกจากปายบ่ายสามโมง คุณจะไปเจอช่วงเขาตอนแดดร่มและอาจถึงช่วงท้ายตอนมืด ให้ออกจากปายช่วงเช้าหรืออย่างช้าหลังอาหารกลางวันทันที

ข้อสองคือสภาพร่างกาย หลายคนเที่ยวปายเต็มที่จนถึงดึกแล้วขับกลับเช้าวันรุ่งขึ้นในสภาพนอนไม่พอ ถนนสายนี้ต้องการสมาธิต่อเนื่องสามชั่วโมง คนที่ง่วงบนโค้งหักศอกอันตรายกว่าคนที่ขับช้า ถ้ารู้ตัวว่านอนน้อย ให้เลื่อนออกไปอีกสองชั่วโมงแล้วนอนต่อ ดีกว่าฝืน

ข้อสามคือแบตเตอรี่ ถ้าคืนก่อนกลับไม่ได้เสียบชาร์จเลย ให้ตรวจเปอร์เซ็นต์ก่อนออกจากปาย และเทียบกับสิ่งที่ใช้ไปตอนขาไป ถ้าขาไปใช้ไปเท่าไร ขากลับจะใช้ใกล้เคียงกัน บวกลบไม่มาก ถ้าเหลือไม่ถึงระดับนั้นชัดเจน ให้หาที่ชาร์จก่อนออกจากปาย อย่าออกมาลุ้นกลางเขา เพราะจุดที่จะจอดรอความช่วยเหลือบนช่วงนั้นมีไม่มาก

ไป-กลับวันเดียวคือแผนที่เราไม่แนะนำ

ตัวเลขพูดแทนได้ ขับไปสามชั่วโมงครึ่ง ขับกลับสามชั่วโมงครึ่ง รวมเจ็ดชั่วโมงบนโค้ง ถ้าออกแปดโมงเช้าและอยากกลับถึงเชียงใหม่ก่อนมืด คุณจะเหลือเวลาอยู่ที่ปายจริง ๆ ราวสามถึงสี่ชั่วโมง ซึ่งพอแค่กินข้าวและถ่ายรูปสองสามที่ แล้วกลับมาถึงเชียงใหม่ในสภาพหมดแรง

แผนที่ทำงานได้จริงคือค้างสองคืน วันแรกขับ วันที่สองเที่ยวปายเต็มวันโดยไม่ต้องแตะถนนสายยาว วันที่สามขับกลับตอนเช้า ถ้ามีเวลาแค่คืนเดียวก็ยังพอไหว แต่ให้ยอมรับว่าวันนั้นคือวันขับรถ ไม่ใช่วันเที่ยว

เรื่องเอกสารและประกันที่เกี่ยวกับเส้นทางนี้

บนทางหลวง 107 และ 1095 มีจุดตรวจของเจ้าหน้าที่เป็นระยะ โดยเฉพาะช่วงเข้าเขตจังหวัดแม่ฮ่องสอน สำหรับผู้ขับชาวต่างชาติ ต้องมีใบอนุญาตขับขี่สากลหรือ IDP คู่กับใบขับขี่ประเทศตัวเองและหนังสือเดินทาง ประเด็นที่หนักกว่าค่าปรับคือ ถ้าเกิดเหตุขึ้นบนเส้นทางนี้แล้วผู้ขับไม่มี IDP บริษัทประกันมีสิทธิ์ปฏิเสธการเคลม ซึ่งบนถนนที่มีเหวข้างทางเป็นช่วง ๆ นี่คือความเสี่ยงที่ไม่คุ้มเลย

รถของเราทุกคันมีประกันชั้น 1 รวมอยู่ในราคาแล้ว ค่าเสียหายส่วนแรก 5,000 บาท และถ้าอยากตัดความกังวลเรื่องยางกับกระจกซึ่งเป็นสองอย่างที่เสียหายได้ง่ายที่สุดบนทางเขาที่มีหินร่วง สามารถซื้อความคุ้มครองแบบไม่มีค่าเสียหายส่วนแรกเพิ่มได้ในราคา 300 บาทต่อวัน ระยะทางไม่จำกัดทุกคัน จึงไม่ต้องคิดเรื่องค่ากิโลเมตรส่วนเกินสำหรับทริปนี้ รายละเอียดข้อกำหนดอื่น ๆ อ่านได้ที่คำถามที่พบบ่อย

ถ้าจะไปปาย เลือกคันไหน

สำหรับเส้นทางนี้ ATTO 3 เป็นตัวเลือกที่เผื่อมากกว่าในทุกด้าน ทั้งระยะทางต่อการชาร์จ พื้นที่เก็บของสำหรับสี่ถึงห้าคน และการทรงตัวบนโค้งยาวเมื่อบรรทุกเต็ม ส่วน Dolphin เหมาะกับสองคนที่ไม่ได้ขนของเยอะ ตัวรถเล็กกว่า กลับรถในซอยแคบของปายง่ายกว่า และค่าเช่าต่อวันถูกกว่าอยู่พอสมควร ดูอัตราค่าเช่าตามจำนวนวันได้ที่หน้าราคาและแพ็กเกจ

ไม่แน่ใจว่าคันไหนพอ บอกเรามาว่ามากันกี่คน กระเป๋ากี่ใบ และจะไปต่อแม่ฮ่องสอนหรือกลับเชียงใหม่เลย เราตอบตรง ๆ ว่าคันไหนเหมาะ และถ้าคิดว่าเส้นทางนี้ไม่เหมาะกับคุณ เราก็จะบอกเช่นกัน จองผ่านไลน์ สถานะจะเป็นรอการยืนยันจนกว่าทีมงานจะตอบกลับ ปกติภายในราว 15 นาที ไม่มีการตัดเงินล่วงหน้า